top of page

สรุปยอดขายรถยนต์ไทย 2025: EV โต 74.1% ทำลายทุกสถิติด้วยยอดจดทะเบียนรวม 122,128 คัน

  • Writer: Wissut Prutisart
    Wissut Prutisart
  • Jan 30
  • 1 min read

ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยปี 2025 และการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของโครงสร้างอำนาจตลาด


ในปี 2025 (พ.ศ. 2568) อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมียอดจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 604,755 คัน แม้ในมิติของปริมาณจะยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนวิกฤตการณ์โควิด-19 แต่ในเชิงกลยุทธ์ เรากำลังเห็นการล่มสลายของโครงสร้างตลาดแบบ "ขั้วอำนาจเดียว" (Monopoly/Single-dominant) ที่มีแบรนด์ญี่ปุ่นเป็นผู้กำหนดทิศทางเพียงกลุ่มเดียว มาสู่ยุค "หลายขั้วอำนาจ" (Multi-Polar) อย่างเต็มรูปแบบ


การเปลี่ยนแปลงนี้ชี้ให้เห็นถึงการปรับโครงสร้างอำนาจการต่อรองที่ย้ายจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ แบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่เคยครองตลาดไม่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้กำหนด "เพดานราคา" หรือ "มาตรฐานเทคโนโลยี" ได้อีกต่อไป เมื่อแบรนด์จาก "ขั้วที่สอง" โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีน เข้ามาเขย่าห่วงโซ่อุปทานด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในราคาที่จับต้องได้ ส่งผลให้ปี 2025 กลายเป็นปีที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องเผชิญกับการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ


ปรากฏการณ์การเติบโตของ BEV: สถิติที่เปลี่ยนสถานะจาก Niche สู่ Mass Adoption


ปี 2025 คือปีที่รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ทำลายทุกสถิติด้วยยอดจดทะเบียนรวม 122,128 คัน เติบโตขึ้นถึง 74.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (70,137 คัน) ซึ่งเป็นแรงกระเพื่อมที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้นำตลาดที่แข็งแกร่ง


ตารางสรุป: Top 5 ผู้นำตลาด BEV ในประเทศไทย ปี 2025

อันดับ

รุ่นรถยนต์ (Model)

ยอดจดทะเบียน (คัน)

ส่วนแบ่งตลาด EV (%)

1

BYD Dolphin

12,435

10.2%

2

MG4 Electric

10,770

8.8%

3

BYD Sealion 7

8,372

6.8%

4

BYD Atto 3

7,962

6.5%

5

GWM ORA Good Cat

5,946

4.8%

เมื่อพิจารณาว่าสัดส่วนของ BEV พุ่งสูงถึง 23.9% ของยอดจดทะเบียนรถนั่งส่วนบุคคล (รย.1) ทั้งหมด 510,062 คัน นี่คือการยืนยันว่า EV ได้เปลี่ยนผ่านจาก "ของเล่นคนรวย" (Niche Gadget) สู่ "สินค้ากระแสหลัก" (Mainstream Commodity) เรียบร้อยแล้ว สภาวะนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ มูลค่ารถ ของรถยนต์สันดาปภายใน และรถ BEV ทั้งหมดในตลาด ซึ่งนักลงทุนและผู้บริโภคต้องเริ่มประเมินความเสี่ยงด้านราคามือสองที่อาจปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว


เบื้องหลังการเติบโต: เมื่อ Software-Defined Vehicle ชนะ Brand Loyalty


ความสำเร็จของกลุ่มแบรนด์จีน (ขั้วอำนาจที่สอง) ที่มียอดจดทะเบียนรวมกว่า 133,297 คัน หรือประมาณ 22% ของตลาดรวม ไม่ได้มาจากกลยุทธ์ด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรุกคืบด้วย "นิเวศเทคโนโลยี" ที่เหนือกว่า


  • แรงกดดันจาก Supply Side: จีนมีการส่งออกรถยนต์กลุ่ม NEV มายังไทยสูงถึง 151,633 คันในปี 2025 สะท้อนถึงแรงกดดันในการเร่งระบายสต็อกและขยายฐานการผลิตในไทย

  • ความพ่ายแพ้ของภาพลักษณ์เดิม: กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือ Tesla ที่มียอดจดทะเบียนลดลงเหลือเพียง 4,949 คัน สูญเสียตำแหน่งผู้นำเชิงภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์จีนที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวและมีความหลากหลายของรุ่นรถมากกว่า

  • การลดลงของ Brand Loyalty: แบรนด์ใหม่อย่าง OMODA และ JAECOO มียอดรวมสูงถึง 10,613 คัน ภายในระยะเวลาเพียงปีเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย


ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มให้ความสำคัญกับความเป็น Software-Defined Vehicle หรือฟีเจอร์ที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ ออปชันความปลอดภัย ADAS และระบบสารบันเทิง มากกว่าความเก๋าเกมของแบรนด์ แบรนด์ตะวันตกและญี่ปุ่นที่ปรับตัวในด้าน Localized Software ได้ช้า


กลยุทธ์การป้องกันแชมป์ในยุคเปลี่ยนผ่าน


แม้จะมีการรุกคืบจากจีน แต่กลุ่มแบรนด์ญี่ปุ่นยังคงครองส่วนแบ่งตลาดรวมอยู่ที่ 68.6% (414,647 คัน) โดยมี Toyota เป็นผู้นำที่มียอดสูงถึง 227,051 คัน (ส่วนแบ่ง 37.5%) โดยใช้เทคโนโลยี Hybrid (HEV) เป็นเกราะป้องกันสำคัญ รวมถึงบริการหลังการขาย และศูนย์บริการที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ในไทย


สำหรับแบรนด์ระดับกลางอย่าง Nissan, Mazda และ Suzuki เทคโนโลยีไฟฟ้าในรูปแบบ Hybrid ไม่ใช่แค่ "สะพานเชื่อม" อีกต่อไป แต่คือ กลไกการอยู่รอด (Survival Mechanism) เพื่อป้องกันการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดโดยอาศัยจุดแข็งเรื่องเครือข่ายศูนย์บริการและความเชื่อมั่นในความทนทาน


ความได้เปรียบของแบรนด์ญี่ปุ่นในปัจจุบันฝากไว้กับ "ความเชื่อมั่นระยะยาว" ซึ่งแบรนด์จีนยังต้องใช้เวลาพิสูจน์ อย่างไรก็ตาม การที่แบรนด์เหล่านี้ยังไม่สามารถนำเสนอ BEV ที่มีประสิทธิภาพในราคาที่แข่งขันได้ ทำให้พื้นที่ของพวกเขาค่อยๆ ถูกบีบจากกลุ่มรถครอบครัวและรถใช้งานเชิงพาณิชย์ที่เริ่มมองเห็นความคุ้มค่าของพลังงานไฟฟ้า


เทรนด์ปี 2026: สมรภูมิที่ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ไทย


การเลือกซื้อรถยนต์หรือการลงทุนในปี 2026 จะไม่ได้ตัดสินกันที่ "ประเภทของพลังงาน" (ICE vs EV) แต่จะตัดสินกันที่ "ความคุ้มค่าทางเทคโนโลยีระยะยาว" และ "ความแข็งแกร่งของระบบนิเวศการบริการ" แบรนด์ที่จะชนะในยุค Multi-Polar ไม่ใช่แบรนด์ที่มียอดขายสะสมในอดีตมากที่สุด แต่คือแบรนด์ที่สามารถส่งมอบความมั่นใจหลังการขายควบคู่ไปกับนวัตกรรมดิจิทัลที่ตอบโจทย์ชีวิตคนไทยได้เร็วที่สุดเท่านั้น

Comments


© 2026 by WissTech

bottom of page